
บทที่ ๙
แผ่นหลังของคนร่างสูงที่ยืนทอดสายตาชื่นชมภูมิทัศน์เบื้องนอกหน้าต่างบานกว้างใน ห้องทำงานของโปรดปรานนั้นคุ้นตาผู้เป็นเจ้าของห้องเสียจนถึงกับสะดุดลมหายใจ เมื่อเปิดประตูเข้ามา หล่อนยืนแน่นิ่งมือกุมลูกบิดประตูค้าง ไม่อยากเชื่อว่าลางสังหรณ์ของตนจะเป็นจริง ตอนพนักงานไปบอกหญิงสาวพยายามข่มใจตนเองว่าความคิดที่แวบผ่านมาเกิดขึ้น เพราะหล่อนหมกมุ่นครุ่นคิดเรื่องของเขาอยู่นั่นเอง ไม่มีทางที่มันจะเป็นจริงไปได้หรอก การจากมาของหล่อนเท่ากับปิดฉากเรื่องยุ่งยากทั้งหมด เมื่อไม่เจอ ไม่ได้ใกล้ชิด เขาก็คงลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเหมือนที่เขาเคยลืมหล่อนมาได้ถึงเก้าปี
แต่โปรดปรานคิดผิด!
ภาพชายหนุ่มที่ยืนในท่วงท่าสบายอกสบายใจขณะมองออกไปนอกหน้าต่างตรงหน้าหล่อน เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี เสียงเปิดประตูทำให้เขาหมุนตัวหันมาและทันทีที่เห็นว่าเป็นหล่อนก็ยิ้มกว้าง ทั้งริมฝีปากและดวงตา...เป็นรอยยิ้มเต็มที่ซึ่งมักไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เมฆสาวเท้าเข้ามาใกล้มือใหญ่เอื้อมมาจะแตะแขนของหล่อนแต่เปลี่ยนใจในนาทีสุด ท้าย มีเพียงเสียงเรียกขานชื่อหล่อนเท่านั้นที่แสดงความยินดีอย่างเปิดเผย
“โปรด”
“เมฆ...” น้ำเสียงของโปรดปรานเสียอีกที่กลับแหบพร่าและ.......แผ่วราวเสียงกระซิบ
ดีใจ...คำนี้ผุดขึ้นมาเพื่อตั้งคำถามตนเอง หญิงสาวค้นหาคำตอบที่ซุกซ่อนอยู่ในหัวใจด้วยความซื่อตรง หล่อนอาจจะดีใจถ้าเขาเป็นชายปลอดพันธะ และถึงจะยังไม่มีพันธะผูกพันทางกฎหมายกับผู้หญิงคนนั้นแต่แค่พันธะผูกพันทาง ใจก็หนักหนาเพียงพอแล้วที่จะทำให้โปรดปรานต้องพาตัวเองออกไปให้ไกลห่างเขา ให้มากที่สุด...ไกลออกไปจากคำว่า ‘มือที่สาม’ แม้จะไม่ชอบดูหนังดูละครแต่หล่อนก็ไม่อยากเป็นนางร้ายในชีวิตใคร
เพราะโปรดปรานรู้ซึ้งว่าความเจ็บปวดเป็นเช่นไร เจ็บเพราะถูกละเลย...และเจ็บยิ่งกว่าเมื่อเขาเกลียดชัง มัน เป็นความเจ็บปวดที่สุดแสนทรมาน นานหลายปีกว่าหล่อนจะชินกับความรู้สึกนั้นแต่ไม่ใช่ชินเพราะหัวใจด้านชา ทุกครั้งที่นึกว่าเขาเกลียดหล่อนเพียงใด หัวใจมันก็ปวดแปลบเหมือนมีเข็มร้อยพันเล่มทิ่มแทง...
“ที่นี่สวยมาก” คนพูดชมจริงใจ เมฆเพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกและชอบใจที่อาคารและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด กลมกลืนไปกับธรรมชาติ โปรดปรานยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยลักษณะเหมือนกำลังยิ้มทว่าสีหน้ากลับจืดเจื่อน ชอบกลเช่นเดียวกับถ้อยคำขอบคุณที่หลุดรอดมาแบบไม่เต็มเสียง ถ้ารู้ก่อนว่าเป็นเขา...ถ้าเชื่อสักนิดว่าสังหรณ์ของตนถูกต้องหล่อนจะไม่มา เจอ แต่เมื่อเผชิญหน้ากันจะๆ แบบนี้หญิงสาวไม่มีทางหนีทีไล่เหลือให้เลือกเลยสักทางนอกจากทางเดียวที่มี ต้องต้อนรับขับสู้กันไปถึงจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม หญิงสาวก้าวเข้ามาในห้องทำงานของตนด้วยท่าทางราวคนขาดความเชื่อมั่น ปิดประตูแล้วก็เดินนำไปที่ชุดรับแขกผายมือเชื้อเชิญให้เขานั่งขณะที่ตัวเอง เดินไปที่โต๊ะทำงานกดอินเตอร์คอมสั่งเลขาฯ หน้าห้อง
“ขอกาแฟสองชุด อ่อ...เตรียมเอกสารการประชุมไว้ด้วยนะ” รู้หรอกว่าเสียมารยาทที่พูดออกไปอย่างนั้น แต่โปรดปรานอยากให้คนร่างสูงรู้ว่าหล่อนไม่มีเวลาคุยกับเขานานนัก แล้วก็ได้ผล...ยังไม่ทันที่หล่อนจะปล่อยมือจากอินเตอร์คอมคนที่นั่งบนโซฟาก็ เอ่ยแทรกเสียงดังพอที่จะให้คนที่อยู่อีกฝั่งของอินเตอร์คอมได้ยิน
“ไม่ต้องสั่งกาแฟหรอก เดี๋ยวก็ไปแล้วพอดีมีนัดเหมือนกัน”
“คุณ สุ...ไม่ต้องสั่งกาแฟแล้วนะคะ” หล่อนสำทับเลขาฯ อีกครั้งก่อนปล่อยมือจากเครื่องมือสื่อสารและเดินกลับมาที่ชุดรับแขก หล่อนเลือกนั่งเก้าอี้นวมตัวที่อยู่ไกลเขาที่สุด...หวังใจเหลือเกินว่าระยะ ห่างนั้นจะเป็นช่องว่างที่กว้างพอจะทำให้หัวจิตหัวใจตนเองมั่นคง
สายตาของเมฆมิได้ละจากร่างโปร่งบางงดงามนับแต่วินาทีที่เห็นหล่อนก้าวเข้า ประตูมา เขามองตามทุกฝีก้าวด้วยความรู้สึกชื่นชม คงเป็นเพราะไม่เคยเห็นหล่อนในลักษณะแบบนี้มาก่อนดูเป็นผู้หญิงทำงานผิดแปลก ไปจากภาพนักศึกษาที่เคยคุ้น เมฆมองหญิงสาวจนเพลินกระทั่งหล่อนหันมาจนเดินมานั่งที่ชุดรับแขกเขาก็ยังไม่ ละสายตา คนถูกมองจึงรู้สึกขัดเขินก่อนจะแปรเป็นความอึดอัดเพราะอ่านสายตาที่มองมา นั้นออก...เขากำลังมองหล่อนอย่างกชื่นชม
“คุณป้าเป็นยังไง?” เมฆถามเพื่อเบี่ยงเบนความรู้สึกเมื่อเห็นสายตาเจ้าของห้อง...หล่อนไม่พอใจ
สีหน้าเกือบเรียบเฉยค่อยปรากฏรอยยิ้ม “ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ วันนี้น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้”
“ดีใจด้วย วันนั้น...โปรดท่าทางแย่มาก” เขาเท้าความไปถึงวันที่หล่อนได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวจากพี่ชายก่อนจะตัดบท เอ่ยถึงเหตุที่มาเชียงใหม่ “เมฆขึ้นมาทำงาน เลยแวะมาเยี่ยม”
โปรดปรานพยักหน้าอย่างไม่รู้จะทำอะไรได้ดีไปกว่านี้...หล่อนไม่ได้อยากให้เขามาหา...ไม่อยากเจอหน้าเขาด้วยซ้ำไป...
“ไม่ได้โทรบอกล่วงหน้า...เพราะรีบเคลียร์งานจนลืม” คนพูดไม่สนใจอาการนิ่งเฉยของอีกฝ่าย เขามีเวลาไม่มากเพราะมีนัดตอนสิบโมงแต่ที่แวะมาก็เนื่องจากเหตุผลบางอย่าง “โปรดมีประชุมเหรอ...” คนฟังพยักหน้ารับน้อยๆ เมฆจึงถามต่อ “กี่โมง...”
“เก้าโมงครึ่ง”
เมฆพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้แล้วจู่ๆ ก็ลุกขึ้นยืนบอกกับหญิงสาวที่มองมาด้วยความแปลกใจว่า
“เมฆไม่กวนละ...โปรดจะได้เตรียมตัว”
เจ้าของห้องลุกตามพลางเดินนำไปที่ประตูรู้สึกโล่งอกเสียจนต้องลอบระบายลม หายใจเบาๆ ทว่าไม่พ้นหูคนที่เดินตาม...มุมปากเมฆยกขึ้นนิดหนึ่งเป็นรอยยิ้ม โปรดปรานเปิดประตูและหยุดยืนส่ง หล่อนหลบสายตาอีกฝ่ายด้วยการเสมองพื้นแต่กลับต้องแปลกใจเมื่อเห็นเท้าที่ควร จะก้าวผ่านกลับหยุดตรงหน้าหล่อน ความแปลกใจทำให้เงยหน้าขึ้นทันทีแล้วก็ต้องพบว่าสายตาคู่นั้นจ้องนิ่ง...แวว ตาที่ละม้ายน้ำในบึงที่ทั้งลึกทั้งกว้าง ยากจะคะเน เสียงทุ้มกังวานเอ่ยกับหล่อนเหมือนจะเป็นการบอกกล่าวมากกว่าการขอ
“เย็นนี้เมฆมารับไปทานข้าวนะ” เมื่อพูดจบเมฆเดินออกไปทันที...ไม่รอฟังคำตอบจากหล่อน...
ก่อนที่โปรดปรานจะมานั้นเมฆแอบถามเลขาฯ หน้าห้องทำงานของหญิงสาวแล้วว่าวันนี้หล่อนมีนัดที่ไหนอีกหรือไม่เมื่อได้ รับคำตอบว่าหลังจากประชุมช่วงเช้าแล้วหญิงสาวว่างตลอดเมฆก็พอใจ เหตุผลหลักที่เขามาหาโปรดปรานก็เพราะอยากนัดหล่อนทานข้าวนั่นเอง
โปรดปรานยืนนิ่งตรงประตูอีกเนิ่นนาน...เมฆดำเริ่มตั้งเค้าในน่านฟ้าของหัวใจหล่อนเสียแล้ว
ขณะ ที่คนหนึ่งกำลังยุ่งยากใจทว่า...อีกคนกลับรู้สึกตรงข้าม ถ้าใครสักคนเห็นหน้าเขาตอนนี้ก็คงทักเป็นเสียงเดียวกันว่าสุขสดชื่นราวกับ ต้นไม้เจอฝนแรก เมฆยอมรับกับตนเองว่าเขาไม่เคยอารมณ์ดีเท่านี้มาก่อน ทุกครั้งที่ขึ้นมาทำงานที่เชียงใหม่หัวจิตหัวใจราวถูกปกคลุมด้วยหมอกบางเบา มันทำให้อารมณ์ของเขาไม่แจ่มใส แม้จะปากแข็งใจแข็งแต่ตัวเขาเองรู้ดีกว่าใคร...เหยียบย่างบนแผ่นดินแห่งนี้ ทีไร หัวใจก็รังแต่จะคว้าอดีตอันเคืองขุ่นมาคิดแค้นโกรธขึ้ง เมฆแทบไม่อยากรับงานนี้แต่เลี่ยงไม่ได้
เมื่อจำต้องมาจึงมาด้วยความขุ่นมัว
ผิดกับวันนี้ลิบลับ...หัวใจของเขาในวันนี้ไร้ความเคืองแค้น หมดความโกรธเกลียด
แต่เหมือนใครบางคนกลั่นแกล้งมิให้ชายหนุ่มหลงลืมความจริงเมื่อโทรศัพท์กรีด เสียงแทรกผ่านสายลมเย็นต้นฤดูหนาวที่ชโลมหัวใจอยู่ในตอนนี้
“อิง...” เมฆเอ่ยชื่อคนรักแทบเป็นเสียงกระซิบเมื่อรับสายหล่อน ความรู้สึกในตอนนี้เหมือนถูกกระชากลงมาจากวิมานกลางอากาศแล้วร่วงวูบ...สู่อุ้งมือแห่งความจริง!
“เมฆอยู่ไหนคะ...” ปลายสายถามเมื่อได้ยินเสียงลมพัดอู้
เมฆไขกระจกหน้าต่างรถลงตอนที่ขับออกมาจากรีสอร์ตของโปรดปรานจึงทำให้ลมพัด เข้ามาเป็นเหตุให้ปลายสายได้ยินเสียงแทรกเข้ามาในโทรศัพท์
“เชียงใหม่...ขับรถอยู่” แม้ไม่มีคำลงท้ายทว่าน้ำเสียงทอดยาว นุ่มนวล...อย่างเคยเป็น ชายหนุ่มอดนึกไปถึงคำขอของคนรักเมื่อครั้งคบกันใหม่ๆ มิได้ ขออะไรน่ะหรือ...ก็ขอให้เขาพูดกับหล่อนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างนี้ไรเล่า หล่อนว่าเขาพูดเร็วและประโยคที่ใช้พูดก็ค่อนข้างสั้น...ทั้งน้ำเสียงก็เรียบ สนิท พอรวมกันกับหน้าตาที่มักเย็นชาเรียบเฉยเลยดูเหมือนโกรธขึ้งอะไรสักอย่างอยู่ ตลอดเวลา
แม้จะพอรู้ตัวอยู่บ้าง แต่วันนั้นเป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าพูดออกมาตรงๆ
“ตายจริง! อิงลืม...เมฆบอกอิงแล้วนี่นาว่าจะขึ้นเชียงใหม่อาทิตย์นี้ แล้วนี่เมฆจะอยู่กี่วันคะ?”
“สามสี่วัน...มีอะไร?”
“อิงจะขึ้นกรุงเทพฯ ค่ะ นึกว่าเมฆอยู่เลยโทรหา” น้ำเสียงหญิงสาวมีร่องรอยเสียดายลึกๆ
“อ้าว...เหรอ อิงอยู่กี่วัน”
“มะรืนนี้กลับแล้วค่ะเมฆ”
“มะรืนนี้?” เสียงเมฆขึ้นสูง...แปลกใจ เพราะสาวคนรักลางานมาหลายวันแล้ว “ลางานต่อเหรอ?”
“เปล่าค่ะ” ปลายสายปฏิเสธแล้วก็ทอดถอนใจแผ่วเบาก่อนเอ่ยต่อ “อิงลาออกแล้ว”
“ลาออก!” น้ำเสียงของชายหนุ่มทวนคำสองคำนั้นด้วยความตกใจ ความคิดแล่นปราดไปที่บิดาของคนรักทันที “อาการพ่อ...ทรุดเหรอ?”
อาการนิ่งงันของอีกฝ่ายทำให้เมฆรู้คำตอบ...นานกว่าจะได้ยินเสียงปลายสายตอบ มาด้วยอาการที่ฟังดูแล้วก็รู้ว่าคงบังคับไว้อย่างที่สุดมิให้สั่น
“หมอบอกว่าพ่อคงอยู่ได้ไม่เกิน...หกเดือน”
คราวนี้เมฆเป็นฝ่ายนิ่งบ้าง คำพูดมันตื้ออยู่ที่คอหอย...ความเห็นอกเห็นใจแล่นปรี่ขึ้นมาทันที ในที่สุดจึงเอ่ย
“อิงกลับไปอยู่บ้านก็ดีแล้ว ดูแลพ่อเถอะ เมฆกลับไปเมื่อไรจะหาเวลาไปเยี่ยม”
“ค่ะ” น้ำเสียงตอบจากปลายสายแผ่วราวกระซิบ
พูดคุยกันถึงอาการของคนป่วยอีกไม่กี่คำอิงฤทัยก็เป็นฝ่ายขอวางหูไปก่อน เมฆตัดสายการพูดคุยแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว คำพูดหนึ่งแว่วมากระทบ...ชีวิตไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอน...ที่แน่นอนที่สุดคือ...
ความตาย!
แต่การทำใจยอมรับความตายไม่ง่ายเลย...ขณะนี้อิงฤทัยอยู่ในช่วงเวลาที่ลำบาก ที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต และในฐานะที่เขาเป็นแฟนก็ควรจะยืนเคียงข้าง คอยปลอบประโลมและดูแลหัวใจของหล่อนให้มีความเข้มแข็งเพื่อยืนหยัดต่อสู้กับ ความจริงที่จะมาถึงในไม่ช้า ทว่า...
มันก็ไม่ง่ายเลยสำหรับเขา
เมฆยอมรับกับตัวเอง...หัวใจของเขาเอนเอียงไปหาผู้หญิงอีกคนเสียจนถ้าเปรียบ เป็นเรือก็คงเอียงกระเท่เร่แทบจมอยู่รอมร่อ อีกแล้ว...ความรู้สึกถูกผิดในใจต่อสู้กันอีกครั้ง มือที่กำพวงมาลัยเกร็งแน่นก่อนเจ้าตัวจะถอนลมหายใจออกมาหนักหน่วง อารมณ์ดีๆ เมื่อครู่พัดปลิวไปไหนเสียแล้วไม่รู้ แต่ชายหนุ่มไม่มีเวลาจะสนใจกับความรู้สึกของตัวเองมากนักเมื่อขับรถมาถึงที่ หมายพอดี สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้าคืองาน...ซึ่งหมายความว่าอารมณ์และเรื่องส่วนตัว ต้องถูกละไว้เบื้องหลัง
‘อิงกลับไปอยู่บ้านก็ดีแล้ว’
ถ้อยคำประโยคนั้นดังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง แม้จะตรงกับที่คาดคิดเอาไว้เพราะถ้าเป็นหล่อนก็คงต้องพูดอย่างเดียวกันนี้ แหละ แต่เมื่อได้ยินจริงๆ อิงฤทัยก็เกิดความน้อยใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เมฆไม่ค้าน ไม่ยื้อ ไม่แม้แต่จะต่อว่าที่หล่อนตัดสินใจเองโดยไม่ปรึกษาเขาก่อน
อิงฤทัยอดคิดไม่ได้...มันเหมือนเขายินดีที่หล่อนจะกลับไปอยู่บ้าน ดวงตาของหญิงสาวรื้นขึ้นมาทันทีจนต้องรีบกะพริบตาเก็บกลืนน้ำตามิให้หยาดลง มาให้เป็นที่ผิดสังเกตของคนที่กำลังเดินกลับมาที่รถ อัคนีเปิดประตูรถพลางถามคนที่นั่งอยู่โดยที่มิได้สังเกตหน้าตาอีกฝ่าย
“จะให้ผมไปส่งที่ไหนดี...”
“อิงลงตรงไหนก็ได้ค่ะ ขอให้มีแท็กซี่ก็พอ” คนที่เข้าประจำหลังพวงมาลัยหันมาพลางถามเพราะตอนแรกเจ้าหล่อนบอกว่าจะขอไปลง ที่บ้านแฟนซึ่งเป็นทางผ่าน
“เปลี่ยนใจไม่ไปบ้าน...” ไม่ทันจบประโยคอีกฝ่ายก็ตอบสวน
“ไม่แล้วค่ะ” น้ำเสียงแปร่งจนคนฟังจับได้
“ทะเลาะกันเหรอครับ?” น้ำเสียงถามที่นุ่มนวลทำให้คนที่นั่งข้างคนขับระบายลมหายใจแผ่วเบา หล่อนตอบเสียงแผ่วไม่แพ้กัน
“เปล่าหรอกค่ะ อิงแค่...” เจ้าตัวนิ่งไปนิด “คิดมากไปเอง” พูดจบหญิงสาวก็ถอนหายใจอีกครั้ง
“มีอะไรก็ระบายกับผมได้นะ...ผมเป็นผู้ฟังที่ดี” อิงฤทัยหันมายิ้ม เขาไม่ได้พูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อยและได้แสดงให้เห็นตลอดระยะเวลาสั้นๆ ที่ผ่านมา
หลังจากที่รู้ว่ามารดาของทั้งคู่เป็นเพื่อนกันก็มีเหตุให้ต้องพบเจอกันอีก หลายครั้ง ประกอบกับอัธยาศัยไมตรีของอัคนีทำให้อิงฤทัยสนิทสนมกับเขาอย่างรวดเร็วจน หล่อนยังแปลกใจตัวเอง เพราะแค่รู้จักกันไม่กี่วันหล่อนก็ระบายความอัดอั้นตันใจให้เขาฟังเสียแล้ว มันเกิดขึ้นในวันหนึ่งขณะที่นั่งทานข้าวด้วยกัน อัคนีเห็นหล่อนเขี่ยข้าวในจานอยู่เป็นนานจึงเอ่ยปากถามว่ามีเรื่องคับข้องใจ อยากระบายให้เขาฟังหรือไม่
อาจจะเป็นเพราะน้ำเสียง...ท่าทาง...หรือไม่ก็แววตาของเขากระมังที่ทำให้ รู้สึกไว้วางใจจนกล้าพรั่งพรูเรื่องราวที่อัดอั้นจนหมดสิ้นไม่ว่าจะเป็นความ วิตกกังวลในอาการป่วยของบิดาหรือเรื่องการตัดสินใจลาออกจากงานที่หล่อนยัง ไม่ได้ปรึกษากับใครสักคน ยกเว้นไว้ก็แต่เรื่องราวของหัวใจที่อิงฤทัยยังคงเก็บงำไว้เพราะเห็นว่าเป็น เรื่องส่วนตัวระหว่างหล่อนกับเมฆ
“อิงแค่...นึกว่าเขาจะค้านหรือว่าที่อิงจะลาออกจากงานแล้วไม่บอกเขา”
อัคนีหันมามองหน้าหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับเต็มตา “หมายถึงแฟนคุณเหรอ...” เขาถามก่อนจะพูดต่อทันที “ถ้าเขาว่าก็แย่แล้ว เป็นผม...ผมก็ไม่ว่าหรอกที่คุณตัดสินใจอย่างนี้ พ่อคุณทั้งคนนะ” อิงฤทัยยิ้มแหยๆ มันก็จริงของเขา...ถ้าเมฆทำอย่างนั้นก็ไม่ต่างกับคนเห็นแก่ตัว “ผมว่าคุณคิดมาก...ทำใจให้สบายเถอะน่า...เอาล่ะ ผมไปส่งที่บ้านแฟนคุณนะ”
“ไม่ได้หรอกค่ะ”
“อ้าว...” ชายหนุ่มร้องเสียงหลงเมื่อได้ยินคำปฏิเสธ หากอิงฤทัยรีบเอ่ยต่อ
“ก็เขาไม่อยู่ จะไปส่งทำไมละ”
“โอเค...ถ้าอย่างนั้นผมไปส่งที่บ้านคุณแล้วกัน” อัคนีสรุปแต่อีกฝ่ายก็ปฏิเสธอีกด้วยความเกรงใจ
“อย่าเลยค่ะ มันคนละทางกันเลย”
“เหอะน่า...ผมว่าง แล้วนี่คุณจะอยู่กี่วัน”
“สักสองวัน พรุ่งนี้ว่าจะเข้าบริษัทคุยกับเจ้านายแล้วก็ยื่นจดหมายลาออก วันมะรืนอิงว่าจะแพ็คของเอาไว้ก่อนแล้วค่อยมาขนกลับทีหลังน่ะค่ะ ก็คงกลับเย็นๆ หน่อย”
“เอางี้มั้ย...วันมะรืนคุณจัดการเก็บของให้เรียบร้อยแล้วเดี๋ยวผมเอาปิคอัพมารับกลับด้วยกันเลย”
“จะดีเหรอ?” อิงฤทัยลังเลเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายยังมีธุระต้องทำที่กรุงเทพฯ อีกหลายวัน
“ดีสิ” อัคนียืนยันพร้อมรอยยิ้ม “และผมก็ไม่ยอมให้คุณปฏิเสธด้วย”
ครั้งแรกที่เจอกันชายหนุ่มยอมรับว่าต้องใจหญิงสาวผู้นี้ไม่น้อย แม้กระทั่งตอนนี้ความรู้สึกเขาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงแต่เมื่อรู้ว่าหล่อนมีคน รักแล้ว เขาก็หยุดความคิดไว้แค่ความเป็นเพื่อน ชายหนุ่มเข็ดเสียแล้วกับการรักคนที่มีเจ้าของ และเขาก็ไม่อยากไปแย่งชิงของของใครมาเสียด้วย
เป็นแค่เพื่อนก็พอ เพราะเพื่อนก็สามารถแสดงความห่วงใยได้เช่นเดียวกัน
อิงฤทัยมองรอยยิ้มจริงใจของอีกฝ่ายแล้วจึงยิ้ม...พยักหน้าตอบรับข้อเสนอของ ชายหนุ่ม หล่อนรู้ว่าถ้ายังยืนกรานปฏิเสธอย่างแข็งขันเขาก็คงรามือไปเอง แต่อะไรบางอย่างในรอยยิ้มของเขาที่ทำให้หล่อนทำอย่างนั้นไม่ลง
และอีกครั้งที่หญิงสาวนึกเปรียบเทียบผู้ชายคนนี้กับคนรักของตน
กว่าเมฆจะเป็นอย่างที่เป็นทุกวันนี้...พูดจาอ่อนโยน และดูเหมือนจะอ่อนหวานกับหล่อน นั่นก็เป็นเพราะอิงฤทัยขอไว้ หล่อนปั้นให้เขาเป็นอย่างที่อยากให้เป็น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาแสดงออกก็เพราะหล่อนบอกให้เขาทำทั้งสิ้น แรกๆ หญิงสาวก็คิดว่าเพราะเขารักหล่อนจึงยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ตอนนี้หล่อนเริ่มไม่แน่ใจ....
เพราะเมฆก็ยังเป็นเมฆ...ยังเป็นอย่างที่เคยเป็น อิงฤทัยไม่เคยเปลี่ยนเมฆได้เลย!
“กว่าเราจะถึงกรุงเทพฯ ก็คงค่ำแล้ว ยังไงถึงกรุงเทพฯ แล้วแวะหาข้าวกินกันก่อน แล้วผมไปส่งที่บ้าน”
หญิงสาวมองนาฬิกาก่อนตอบ “ค่ะ”
ต่อจากนั้นสองหนุ่มสาวก็เดินทางกันต่อเพื่อมุ่งสู่จุดหมายปลายทาง
กว่า จะถึงกรุงเทพฯ ก็เกือบทุ่มแล้วเพราะอัคนีขับรถมาแบบเรื่อยๆ ประกอบกับทั้งคู่มีเรื่องพูดคุยตลอดทางทำให้ไม่รู้สึกเบื่อ เมื่อย่างเข้าสู่เขตชานเมืองอัคนีก็หันมาถามคนที่นั่งด้านข้างเหมือนขอความ เห็น
“หิวมั้ย...จะหาอะไรกินแถวนี้ก่อนหรือว่าค่อยไปหาแถวบ้านคุณ”
“อิงยังไม่หิว เราขับต่อไปดีกว่าค่ะ”
“โอเคงั้นไปหาข้าวกินแถวบ้านคุณละกัน ว่าแต่มีอะไรแนะนำมั่ง ผมกินไม่ยากแต่ขออย่างเดียวว่าต้องอร่อย”
“เพราะชอบกินของอร่อยหรือเปล่าคะถึงได้มาเปิดร้านอาหาร”
“ก็มีส่วน...”
“อิงก็ชอบกินของอร่อยนะ แต่คงไม่คิดเปิดร้านอาหารหรอกค่ะ”
“ทำไมครับ...” อัคนีหันมาถามด้วยความสงสัย
“อิงทำกับข้าวไม่เป็น” หญิงสาวยอมรับอย่างอายๆ
“ไม่ยากหรอกครับ...ถ้าอยากทำเป็นผมสอนให้ก็ได้...” ชายหนุ่มเสนอโดยที่มิได้คิดอะไรมากไปกว่าที่พูด
“จริงเหรอคะ?” น้ำเสียงหญิงสาวดีใจ “ถ้ามีโอกาสอิงจะขอสมัครเป็นลูกศิษย์ค่ะ”
“ครับ...แล้วตกลงเราจะไปกินอะไรกันดี”
เขาวกกลับไปยังคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ อิงฤทัยแทบไม่ต้องคิดเมื่อเอ่ยปากบอกตำแหน่งแห่งที่ตั้งของร้านอาหารตามสั่ง เจ้าประจำกับชายหนุ่ม ร้านนี้ถึงก่อนคอนโดมิเนียมที่หล่อนอยู่ไม่มากนัก กับข้าวอร่อยใช้ได้ราคาไม่แพง ที่สำคัญคือสะอาด หล่อนอาศัยฝากปากท้องกับร้านนี้เป็นประจำตามประสาคนทำกับข้าวไม่เป็น
เมื่อไปถึงอัคนีให้หญิงสาวลงไปสั่งอาหารไว้ก่อน ส่วนตัวเขาก็ขับเลยไปจอดรถตามคำบอกเล่าของหล่อนว่ามีที่ซึ่งพอจะจอดรถได้ อยู่เลยร้านไปไม่ไกล มันเป็นที่ดินว่างซึ่งเจ้าของยังไม่ได้มาก่อสร้างอะไรไว้ คนแถวนั้นจึงมักใช้เป็นพื้นที่สาธารณะ...จอดรถ เตะบอล ฯลฯ จอดรถเรียบร้อยอัคนีก็เดินย้อนกลับไปที่ร้าน อิงฤทัยสั่งกับข้าวไว้สองสามอย่างแล้ว ทั้งคู่ใช้เวลาในการกินข้าวไม่นานเพราะต่างก็รู้สึกหิว กับข้าวสามอย่างตรงหน้าจึงหมดในเวลาอันรวดเร็ว อัคนีนั้นสั่งข้าวเพิ่มเสียด้วยซ้ำ ดูท่าทางชายหนุ่มจะเจริญอาหารจนหญิงสาวออกปาก
“กับข้าวร้านนี้ใช่มั้ยล่ะคะ?”
“อืม...ใช้ได้ๆ” พูดทั้งที่ยังซดน้ำต้มยำไม่ขาดปาก
“เนี่ยแหละ...อิงถึงไม่กระตือรือร้นจะทำกับข้าวเอง เย็นเลิกจากงานก็แวะมากิน เสาร์อาทิตย์ถ้าไม่ได้ไปไหนก็ที่นี่แหละ...แถมราคาก็ถูก กับเยอะ ข้าวเยอะ”
“คอนโดคุณอยู่ในซอยนี่เหรอ...อีกไกลมั้ย?” เขาถามเมื่อได้ยินคำพูดหล่อน
“ไม่หรอกค่ะ ไม่งั้นอิงจะเดินมาได้ไง เอ...” จู่ๆ เจ้าหล่อนก็อุทานขึ้นมาเหมือนนึกอะไรได้ พลางหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมาค้นหาอะไรเป็นการใหญ่จนคนมองถึงกับถาม
“หาอะไรครับ?”
“กุญแจห้องค่ะ...สงสัยอิงจะลืมไว้ในกระเป๋าอีกใบ” อิงฤทัยมีกระเป๋าถืออีกใบอยู่ที่บ้านไว้ใช้สลับกัน “ไม่รู้เพื่อนอิงจะกลับมาจากทำงานหรือยังน่ะสิ” หล่อนเปรยพลางขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดที่หลงลืมกุญแจไว้จนได้ทั้งที่ตอน เปลี่ยนกระเป๋าก็เตือนตัวเองแล้วเชียวให้หยิบกุญแจใส่มาด้วย
“ลองโทรไปสิครับ”
หญิงสาวพยักหน้าอย่างเห็นด้วยก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดหาคนเป็น เพื่อน เมื่อฝ่ายนั้นรับสายคุยกันไม่กี่คำสีหน้าของหล่อนก็แปรเปลี่ยน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างวิตกกังวลจนคนมองเดาได้ว่าต้องมีอะไรแน่นอน อัคนีรอจนหล่อนวางสายจึงถาม
“มีอะไรหรือเปล่า?”
“แย่จัง...เพื่อนอิงไปต่างจังหวัด กว่าจะกลับก็ตั้งหลายวัน กุญแจสำรองก็ไม่มี...อิงจะทำยังไง?” น้ำเสียงหล่อนทุกข์ร้อนจริงๆ อัคนีชั่งใจอยู่เป็นครู่ก่อนเอ่ย...
“เอางี้มั้ยครับ คุณไปพักที่บ้านผม...มีห้องนอนว่างอีกห้อง จะได้ไม่ต้องไปเสียเงินนอนโรงแรม”
อิงฤทัยอึกอัก ถึงจะนอนค้างที่บ้านเมฆบ่อยแต่นั่นก็เพราะเมฆเป็นแฟนและหล่อนก็คบกับเมฆมา ไม่ใช่น้อย แต่กับผู้ชายคนนี้...ถึงจะเป็นลูกชายของเพื่อนแม่ อย่างไรเสียเขาก็เป็นผู้ชาย...และถือได้ว่าเป็นคนอื่น จะไปนอนค้างอ้างแรมที่บ้านเขา...มันจะดีหรือ...หญิงสาวสบตาคู่นั้นของเขา พลางคิด อีกแล้ว...อะไรบางอย่างในแววตาของผู้ชายคนนี้ทำให้หล่อนรู้สึกไว้วางใจอย่าง ประหลาด และมันก็มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้หล่อนตอบรับคำชวนของเขาในที่สุด
“ค่ะ”
อัคนียิ้มออกมาอย่างดีใจ รู้สึกว่าก้อนเนื้อในทรวงอกเต้นตูมตามราวกับหนุ่มน้อยจนต้องปรามตัวเองด้วย ประโยคที่เป็นเสมือนยันต์กันผี
...ไอ้อั๋นโว้ย...ผู้หญิงเค้ามีแฟนแล้ว เอ็งอย่าเสือกไปคิดอะไรให้มากเลย...จะเจ็บตัวเสียเปล่าๆ ...
โปรดติดตามตอนต่อไป...
หาก ผู้ใดกระทำการคัดลอกเพื่อนำไปโพสในบล็อกหรือตามเวบอื่นโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษปรับตามกฎหมายตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือ หากนำเรื่องไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ ถือเป็นการเสนอขาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์
เนื้อเรื่องดีใช้ได้เลยคะ แต่อัพช้านะเดือนละบทเอง
ตอบลบแต่เป็นกำลังใจให้นะคะ
อย่างน้อย อิง ก็มีอัคนี
ตอบลบแต่เมฆ นี่ จริงๆ เลย น่าจะตัดสินใจเด็ดขาดสักที
รออ่านต่อนะคะ
เค้าเชียร์โปรดปรานอ่ะ...เมฆ เด็ดขาดหน่อย
ตอบลบอั๋นน่าร๊ากกก
ตอบลบสงสัยอิงกะอัคนีจะได้ใกล้ชิดกันด้วยสถานการณ์ซะแล้วสิ
ตอบลบแต่ว่าถ้าอัคนี้รู้ว่าอิงเป็นแฟนเมฆ คงจะเซ็งน่าดู เนอะ
ไปไม่พ้นเมฆ เพราะกลับมาแอบชอบแฟนเมฆอีกแล้ว
มาอัพต่อไวๆ นะคะ รออ่านทุกเดือนเลย อยากให้อัพบ่อยๆ
ตอบลบนานแล้วอ่า
ตอบลบไม่อั๊พต่อแล้วเหรอคะ
อยากอ่าน
สงสารอิงจัง ไม่ชอบเลยที่เมฆลังเล อิงไม่รู้เรื่องอะไรเลยแต่ต้องมาเจ็บเพราะเค้าไม่ได้รักเรา
ตอบลบรออยู่น่ะค่ะ...//...ทำไงดีชอบอัคนีมากกว่าเมฆอ่ะอิอิอิ
ตอบลบคิดถึงมากมายดีจังได้อ่านตอนที่ 9 แล้วอ่ะ แล้วจะอัพอีกครั้งเมื่อไหร่ค่ะ
ตอบลบ